Skip to main content

ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย หวานได้ยังไง ตอบทุกข้อสงสัยคนชอบไม่หวาน

ผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์ ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ไม่เติมน้ำตาลทราย แล้วความหวานมาจากไหน?
 

เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเมื่อโตขึ้นพฤติกรรมการรับประทานของเราเปลี่ยนไป?!
 

สำหรับหลายๆ คนที่อาจเคยชอบทานหวานในตอนที่เป็นเด็ก แต่พอโตขึ้นก็เริ่มชอบทานรสชาติที่ต่างออกไป ไม่เน้นหวานเหมือนเดิมอีกแล้ว นั่นอาจเป็นเพราะเราได้ค้นพบว่าความอร่อยไม่ได้ถูกจำกัดความอยู่ในมิติของความหวานเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญไปกว่านั้น คือการที่เราได้รู้ว่ารสหวานที่ครั้งหนึ่งเคยโปรดปราน หากทานมากไปอาจไม่ได้เป็นมิตรกับการมีสุขภาพที่ดีมากเท่าไรนัก และยิ่งอายุเพิ่มมากขึ้นเท่าไร การดูแลสุขภาพก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราเองก็สามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านการรับประทานของที่มีประโยขน์
 

ปัจจุบันนี้มีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มหลากหลายให้ได้เลือกรับประทาน ผนวกกับเทรนด์การดูแลสุขภาพที่ผู้คนต่างให้ความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เครื่องดื่มที่มีรสชาติไม่หวาน หรือไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลทราย กลายเป็นที่สนใจมากยิ่งขึ้น และด้วยพฤติกรรมการรับประทานที่เปลี่ยนไปนี้เอง หลายคนที่ชื่นชอบการรับประทานนมช็อกโกแลต
ก็เริ่มที่จะมองหาตัวเลือกนมช็อกโกแลตในรูปแบบที่ไม่หวาน หรือไม่เติมน้ำตาลทรายเพิ่ม
 

ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย จึงเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มทางเลือกสำหรับคนชอบไม่หวาน ที่ไม่ได้มีการเติมน้ำตาลทราย หรือสารให้ความหวานเพิ่มแต่อย่างใด ถึงอย่างนั้น ไมโล ไม่มีน้ำตาลทรายสูตรนี้ ก็ยังคงความเป็นผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์ที่เป็นที่โปรดปรานในวัยเด็กของใครหลายๆ คน ได้เป็นอย่างดี แล้วอย่างนี้ความอร่อย ความหอมหวาน ของไมโลสูตรนี้จะมีที่มาจากไหน มาตอบทุกข้อสงสัยกันทางนี้ได้เลย

 

ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย แล้วดีกว่ายังไง?


น้ำตาลทรายไม่ได้อยู่ในรูปแบบของเกล็ดสีขาวเพียงเท่านั้น ในชีวิตประจำวัน มีน้ำตาลทรายแฝงอยู่ในสิ่งที่เราทานกันทั่วไปอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือขนม โดยน้ำตาลทราย 1 ช้อนชา ให้พลังงาน 16 กิโลแคลอรี ปริมาณบริโภคน้ำตาลที่พอเหมาะ คือ ไม่ควรได้รับน้ำตาลที่เติมลงในอาหารและเครื่องดื่มเกินวันละ 4 ช้อนชาสำหรับเด็ก และไม่เกิน 6 ช้อนชาสำหรับผู้ใหญ่ หรือมากที่สุดคือไม่เกิน 8 ช้อนชาสำหรับผู้ที่ต้องใช้พลังงานมากๆ แต่จากสถิติแล้ว ปริมาณการบริโภคน้ำตาลในแต่ละวันของคนไทยสูงถึง 20 ช้อนชา* ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปริมาณน้ำตาลที่แฝงอยู่ในอาหารต่างๆ เหล่านั้นนั่นเอง
 

ไม่มีน้ำตาลดีกว่ายังไง


การรับประทานน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปส่งผลเสียต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้เสี่ยงเกิดโรคอ้วน ระดับพลังงานแปรปรวนจนเกิดความรู้สึกกระฉับกระเฉงเกินปกติ และอ่อนเพลียในเวลาต่อมา เสี่ยงเกิดสิว รวมถึงเกิดริ้วรอยก่อนวัยอันควร เป็นต้น

 

ดังนั้นแล้วการไม่เติมน้ำตาลทรายเพิ่ม จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่เราสามารถทำได้เพื่อดูแลสุขภาพร่างกาย เพราะการรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์และคุณค่าทางสารอาหาร คือสิ่งสำคัญที่เราควรคำนึงถึง เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเอง

 

วิธีทานหวาน แบบไม่ทำร้ายสุขภาพ


ถึงแม้การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ แต่ร่างกายของเราก็ยังต้องการพลังงานจากน้ำตาลอยู่ ดังนั้นแล้วเราควรมีวิธีเลือกทานอย่างไร เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานจากน้ำตาลในปริมาณที่เหมาะสมและพอดี และไม่เป็นการทำร้ายสุขภาพ?
 

วิธีแรกที่เราสามารถทำได้ง่ายๆ คือการไม่เติมน้ำตาลทรายเพิ่มลงไปในสิ่งที่เรารับประทาน หรือหากเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากโภชนาการข้างกล่อง ก่อนจะซื้อหรือทาน ควรลองสังเกตปริมาณน้ำตาลดูให้ดีก่อน อีกวิธีหนึ่งคือการรับประทานน้ำตาลตามธรรมชาติจากวัตถุดิบที่มีความหวานในตัวเองอยู่แล้ว อย่างเช่น ผลไม้ นม หรือธัญพืช
 

ทั้งหมดนี้ ก็เพราะว่าน้ำตาลทรายที่เราเติมเพื่อเสริมความหวานกับน้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มีจุดประสงค์และประโยชน์ที่แตกต่างกัน

 

วัตถุดิบตามธรรมชาติ ก็มีน้ำตาลในแบบของตัวเอง


ความหวานในวัตถุดิบตามธรรมชาติพบได้ในกลุ่มอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ไม่ว่าจะเป็น ข้าว ธัญพืช มอลต์ ผลไม้ พืชที่มีรสหวาน รวมไปถึงนม ซึ่งคงไม่ได้มีที่มาจากน้ำตาลทรายอย่างแน่นอน นั่นเป็นเพราะสิ่งเหล่านี้ต่างก็มีน้ำตาลตามธรรมชาติในตัวเองอยู่แล้ว เช่น น้ำตาลฟรุกโตสในผลไม้ น้ำตาลแลคโตสในน้ำนมสัตว์ น้ำตาลมอลโตสในมอลต์ซึ่งสกัดจากข้าวบาร์เล่ย์ เป็นต้น
 

น้ำตาลที่มีอยู่ตามธรรมชาติมีดีมากกว่าแค่รสหวานอ่อนๆ เพราะน้ำตาลธรรมชาติแต่ละชนิดมาพร้อมประโยชน์ในตัว ทั้งยังเป็นสารอาหารที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้เป็นพลังงานต่อไปได้

 

ชนิดของน้ำตาลตามธรรมชาติ


ในผักผลไม้ มีน้ำตาลฟรุกโตส แต่ถึงอย่างนั้นผลผลิตจากธรรมชาติเหล่านี้ยังมาพร้อมวิตามิน แร่ธาตุ และยังเป็นแหล่งใยอาหาร ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบขับถ่าย การทำงานของระบบประสาท บำรุงผิวพรรณ เป็นต้น
 

นม มีน้ำตาลแลคโตสตามธรรมชาติ และมักจะมาพร้อมสารอาหารอื่นๆ ที่มีในนม อย่างเช่น โปรตีน วิตามิน แร่ธาตุต่างๆ เช่น แคลเซียม ที่ช่วยบำรุงกระดูก ฟัน ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมไปถึงเรื่องของการเจริญเติบโต ซึ่งน้ำตาลแลคโตสเองก็ยังมีส่วนช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ บางชนิด อีกด้วย
 

ในมอลต์สกัด มีน้ำตาลมอลโตส ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการงอกของเมล็ดธัญพืช เช่น ข้าวบาร์เล่ย์ มอลโตสเป็นแหล่งพลังงานให้ร่างกายและสมอง

 

ความหวานของไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย มาจากไหน?
 

ฉลาก


โดยทั่วไปแล้ว ผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมักมีการเติมน้ำตาลทรายเพื่อเพิ่มความอร่อย แต่สำหรับไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ที่มีส่วนผสมเพียง 3 อย่างคือ มอลต์ นม และโกโก้ ไม่ได้มีการเติมน้ำตาลทราย หรือสารให้ความหวานเพิ่มแม้แต่น้อย หากสังเกตฉลากโภชนาการข้างกล่องของ ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย จะเห็นว่ามีปริมาณน้ำตาลอยู่ 11 กรัม ซึ่งทั้งหมดล้วนมีที่มาจากน้ำตาลตามธรรมชาติ

 

โดยไมโลสูตรนี้ได้รับความหวานมาจากน้ำตาลธรรมชาติ 2 ชนิด
นั่นคือน้ำตาลมอลโตสจากมอลต์สกัดจากข้าวบาร์เล่ย์ 3 กรัม และน้ำตาลแลคโตสจากนม 8 กรัม รสชาติหอมหวาน และความอร่อยที่เราจะได้ลิ้มรสจากไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย จึงมีที่มาจากธรรมชาตินั่นเอง

 

ผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์ มีส่วนผสมของน้ำตาลมอลโตส และน้ำตาลแลคโตส

 

ชอบทานรสชาติไหน ก็ลองผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทรายได้
 

รสหวานอ่อนๆ ที่ได้จากน้ำตาลตามธรรมชาติของไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ทำให้ผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์สูตรนี้มาพร้อมความหวานอร่อยที่ลงตัว ทั้งรสหอมหวานนิดๆ จากมอลต์ และความหวานละมุนที่ได้จากนม แม้ไม่เพิ่มน้ำตาลทรายหรือสารให้ความหวาน ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ก็คงความอร่อย และรสชาติเอกลักษณ์ตามแบบฉบับไมโลเอาไว้ได้เป็นอย่างดี

เชื่อว่าใครที่ชอบทานนมช็อกโกแลตแต่ชอบรสไม่หวาน หรือกำลังมองหาเครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำตาลทราย จะต้องถูกใจความอร่อยที่ลงตัวของผลิตภัณฑ์นมช็อกโกแลตมอลต์ ไมโลสูตรไม่มีน้ำตาลทรายกล่องนี้อย่างแน่นอน

 


แหล่งอ้างอิง
*https://www.thaihealth.or.th/Content/48031-คนแต่ละวัย กินน้ำตาลได้แค่ไหน.html
*https://www.fda.moph.go.th/sites/food/KM/label/03_Manual.pdf

gv-icon-1301

Featured Posts